“รวมเรื่องราวเร้นลับ เล่าสู่กันฟัง...จากชีวิตจริง
และเรื่องจาก
เด็กอภิญญา อายุ 13
ที่อาจทำให้ทุกท่าน ไม่สามารถหลงลืม
ความหมายของคำว่า " กฏแห่งกรรม "
ไปตราบนานเท่านาน”
รวมเรื่องราวเตือนสติ...จาก เว็ปบอร์ดพลังจิต ณ. เรือนพญานาค
# กระทู้เมื่อ : 23-05-2008, 10:01 PM #
ยังอยู่ค่ะ ยังไม่ได้หายไปไหน
ก่อนอื่นคงต้องขอขอบพระคุณทุกท่านที่ให้ความสนใจในบทความของผู้เขียน
ซึ่ง ถ้าเทียบกับของท่านอื่น ๆ คงจะถือได้ว่าบทความที่ผู้เขียนเขียนขึ้นนั้น ค่อนข้างด้อยด้วยภูมิปัญญาทางธรรมชนิดเทียบผู้อื่นไม่ติดเสียด้วยซ้ำ
แต่เมื่อได้รับการต้อนรับอย่างมากมายก็ถือว่าเป็นความน่าภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง
ที่อย่างน้อยบทความนี้สามารถเป็นประโยชน์ทางธรรมและการดำเนินชีวิตกับทุกท่านได้บ้างไม่มากก็น้อย
และต้องขอขอบคุณทีมงานเวปพลังจิตที่เมตตาช่วยแก้ไขตัวอักษรให้แลดูน่าอ่าน ขอขอบพระคุณมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ
ผู้เขียนก็เป็นเพียงผู้หญิงธรรมดาๆ คนหนึ่งที่ไม่ได้มีภูมิปัญญา ความเป็นผู้รู้ทางธรรมอะไรมากมาย แทบจะไม่มีเลยด้วยซ้ำ
จุดประสงค์ที่เขียนและนำมาลงให้ทุกท่านได้อ่าน ก็ไม่ได้คาดหวังเพื่อสร้างกระแสใด ๆ ทั้งสิ้น
แต่เมื่อชีวิตของตัวเองบังเอิญเดินไปสะดุดกับสิ่งต่าง ๆ ที่ใคร ๆ คิดว่าไม่น่าจะมีจริง
ซึ่งจริง ๆ มีจริง ก็เลยอยากจะเผยแพร่เล่าสู่กันฟัง
หวัง เพียงอาจมีกลุ่มคนเล็ก ๆ ที่อ่านแล้วจะได้หันมาดำเนินชีวิตอยู่ด้วยความไม่ประมาทในกรรมทั้งหลายทั้ง ปวง มุ่งมั่นสร้างกุศลกรรมดีเพื่อให้หลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิดที่มีแต่ความ ทุกข์ในโลกใบนี้ ไปสู่พระนิพพานในที่สุด
และ จะได้ทราบว่าสิ่งที่ใคร ๆ คิดว่ามันไม่มีจริง อย่างน้อยก็มีผู้หญิงคนนี้หนึ่งคนหล่ะที่มีโอกาสได้เจอะได้เจอมาแล้วหลาย หลาก ซึ่งหากมีโอกาสก็คงจะกลับมาเล่าให้ทุก ๆ ท่านได้อ่านได้รับรู้กันด้วยชื่อเรื่องที่มีสัญญลักษณ์ประโยคประจำตัวที่ ต้องลงท้ายว่า....ใครว่าไม่มีจริง เสมอๆ ยังไงก็อย่าลืมคอยมองชื่อเรื่อง.....ใครว่าไม่มีจริง by sasiriya
เรื่องต่อไปแล้วเข้ามาอ่านให้กำลังใจกันบ้างนะคะ
ตอนนี้พยายามรวบรวมบันทึกข้อมูลทั้งหมดเก็บไว้ให้น้องเขาอ่านด้วยตัวเองที่ทุก ๆ ท่านโพสเข้ามา คงใช้เวลาหน่อยค่ะ
อยาก ให้ทุก ๆ ท่านที่กำลังมีความทุกข์ รวบรวมสติ ทำใจให้นิ่ง อย่าไปตื่นกับความทุกข์ที่กำลังเกิดขึ้น เพราะความทุกข์มันไม่ได้มาจากไหนหรอกค่ะ มันอยู่ที่ใจเรานี่แหละ
เมื่อเรารู้ว่าชีวิตเกิดมาพร้อมกรรมเป็นที่ตั้งแล้ว ก็วางเฉยกับมันซะ ระหว่าง ที่ยังไม่สามารถหาทางแก้ไขได้อย่างทันทีทันใด ก็พยายามค่อย ๆ ผ่อนหนักเป็นเบา อย่าเอาใจไปดิ้นรน มันจะยิ่งทุรนทุรายกับทุกข์หนักขึ้น สวดมนต์ ทำบุญ สร้างกุศล นั่งสมาธิ แผ่ให้เจ้ากรรมนายเวรต้นเหตุแห่งทุกข์ไปเรื่อย ๆ ก่อน ก็ เปรียบเสมือนเงินต้นยังไม่มีคืน ก็ทยอยจ่ายดอกเบี้ย เพื่อให้สถาณการณ์เบาขึ้นไปพลาง ๆ การเจริญสมาธิกรรมฐานเป็นการสร้างมหากุศลเกิดพลังบุญที่มหาศาล จริงอยู่ แต่ต้องทำด้วยจิตที่นิ่งพอ ไม่ใช่สมาธิแต่ท่านั่ง ใจไปอยู่ไหน
อัน นี้ทำไปก็ได้ผลน้อยนัก จึงเป็นที่มาที่ต้องดับที่ต้นเหตุแห่งกรรม หากว่านพืชไปเรื่อยวันละเม็ดสองเม็ด วันใดเล่าจึงจักเต็ม เพราะทุกท่านคงต้องยอมรับว่าทุกท่านไม่สามารถปฎิบัติให้เกิดผลเท่าเทียมกัน ได้ด้วยจิตที่นิ่งบ้างไม่นิ่งบ้าง
บังเอิญ ในบทความผู้เขียนรีบไปหน่อยเลยชี้แจงรวบรัดตัดความไม่ค่อยละเอียด จึงทำให้บางท่านเกิดความสงสัยสับสน บางท่านลูกสาวผู้เขียนก็ให้ไปปฎิบัติสมาธิเหมือนกัน แต่แตกต่างกันที่สถานที่และระยะเวลา
ตาม แต่ละกรณีของกรรมเวรของผู้นั้น และตามแต่ที่เจ้ากรรมนายเวรต้องการ ซึ่งตรงนี้เราต้องทำความเข้าใจว่า ในโลกของวิญญาณหรืออีกมิติ เขาก็เหมือนมิติมนุษย์เรานี่แล มีทั้งคนดี คนไม่ดี
คนดีเวลาเราทำอะไรผิด แค่ขอโทษคำเดียวเขาก็อภัยให้แล้ว แต่คนไม่ดี ขอโทษก็แล้ว ชดใช้ค่าเสียหายให้แล้วยังไงก็ไม่เลิกอาฆาตราวีก็มี
เมื่อ ได้สัมผัสจริงแล้วทำให้รู้ว่า ถ้าเรานั่งทำบุญเหวี่ยงแห จริงอยู่กุศลเกิดแน่นอน แต่จะปลดพันธนาการกรรมได้ช้าหรือเร็ว เราไม่สามารถกำหนด เสมือนเราไม่รู้ใจเขานั่นเอง
ก็ ตั้งหน้าทำกันต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าเขาจะพอใจ แต่ถ้าเราสามารถรู้แบบที่ผู้เขียนยกมาเรารู้ว่าเขาต้องการเท่าไหร่ ให้ไปเสร็จก็จบตามความต้องการของเขา มันจบเร็วกว่าตรงเป้าหมายกว่าเท่านั้นเอง ไม่ได้มีอะไรมหัศจรรย์มากมาย
หลายท่านอาจสงสัยอีกว่าถ้านั่งสมาธิทำไมที่บ้านไม่ได้หรือ ทำไมต้องไปที่วัด หรือห้ามซ้ำที่
ลูก สาวผู้เขียนเคยบอกว่า อยากนั่งอยู่ที่บ้านที่เดียวก็ได้นะ แต่ผลที่เกิดพลังกุศลมันต่างกันชนิดเทียบไม่ติด ก็คงต้องว่ากันไปตามเขาเพราะผลมันเห็นกันมามากแล้วว่าจริง และลืมไม่ได้เลย
ที่ผู้เขียนต้องขอขอบคุณท่านกัลยาณมิตรทุก ๆ ท่านที่ทรงความเป็นผู้รู้ ที่ได้เข้ามาช่วยตอบสนทนาธรรมกับท่านผู้อ่าน
ฉะนั้น ในคำตอบของท่านผู้รู้ทุกท่านผู้เขียนถือเป็นคำตอบเอกฉันท์ตามนั้น คงไม่มีอะไรที่ต้องตอบคำถามซ้ำ เพราะคำตอบเหล่านั้นล้วนมากด้วยภูมิปัญญาแห่งการเป็นผู้รู้ทางธรรม ที่ผู้เขียนเองหามีไม่
อย่างไรก็ดี ขอท่านผู้รู้กรุณาเข้ามาให้ธรรมกับเพื่อน ๆ กัลยาณมิตรต่อไปด้วยนะคะ
น้อง ฝากบอกว่าจะพยายามอ่านให้ครบทุกข้อความและตอนปิดเทอมค่อยมาคุยกันนะคะ ตอนนี้ลืม ๆ เรื่องน้องเขาไปก่อนบ้างก็ดีค่ะ เพราะอะไรที่เราตั้งใจจดจ่อมากไปก็อาจเข้าสู่สภาวะตึงเครียดกระวนกระวายได้ เหมือนกัน
ฝาก บทความเรื่องแรกที่ผู้เขียนเคยลงไว้เมื่อหลายเดือนก่อนไว้สำหรับท่านที่ยัง ไม่เคยอ่าน ไว้ลองอ่านเล่น ๆ ช่วงรอน้องปิดเทอมกันไปก่อนก็แล้วกันนะคะ
ท้าย นี้ขอให้ท่านกัลยาณมิตรทุกท่านเจริญด้วยบุญ เจริญด้วยกุศล เจริญในธรรมกันยิ่ง ๆ ขึ้นนะคะ สาธุค่ะ (แล้วจะมาใหม่นะคะ โชคดีทุกท่านค่ะ)
*********************************************************************
นรก...ใครว่าไม่มีจริง
ภาพ วาดและเรื่องเล่าในเมืองนรก ที่ทุกท่านรวมทั้งผู้เขียนเห็นจนชินตามาตั้งแต่เด็ก แม้จะเป็นภาพที่แลดูน่ากลัว น่าสยดสยองเพียงใดก็ตามแต่ใจผู้เขียนก็ยังคิดว่าเป็นเรื่องที่แต่งเติมสีสัน ให้แลดูน่ากลัว เพื่อเป็นเครื่องอุทาหรณ์เตือนใจมนุษย์ให้ละอายและเกรงกลัวต่อบาปเพียงเท่า นั้น หาใช่เรื่องจริงไม่ และก็คิดเช่นนี้เสมอมา จนกระทั่งเวลาผ่านไป จนผู้เขียนได้มีโอกาสเจอะเจอกับสิ่งเหลือเชื่อทางนิมิตมากมาย ซึ่งทุกนิมิตที่พบเจอ กลับกลายเป็นเรื่องจริงทุกเรื่อง แตกต่างกันตรงที่เวลาที่เกิดหลังจากนิมิต ช้า-เร็วเท่านั้น ที่กำหนดเวลาไม่ได้ แม้กระทั่งเรื่องราวที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวผู้เขียนเลย แต่มันก็เกิดขึ้นจริง และมีผู้รับรู้รอบข้างจำนวนหนึ่งที่คอยเป็นสักขีพยาน คอยร่วมพิสูจน์สิ่งที่เกิดขึ้นจากนิมิตของผู้เขียนด้วยทุกครั้ง........
เกือบสามสิบปีที่ผ่านมาที่ผู้เขียนเคลือบแคลงใจมาโดยตลอดว่า เป็นไปได้อย่างไร เหลือเชื่อ ถ้ารวบรวมเรียงร้อยถ้อยความกว่า 80 เรื่อง ราวเสียด้วยซ้ำ ที่ผ่านมาคงจะใช้คำว่า ฟลุ๊ค ไม่ได้เสียแล้ว จนกระทั่งผู้เขียนได้มีโอกาสพบเจอกัลยาณมิตรที่มากด้วยญาณทัสสนะ และครูบาอาจารย์ที่นับถือได้ให้คำชี้แนะให้ผู้เขียนลองปฎิบัติสมาธิอย่างถูก ต้องและจริงจังดู ท่านว่าจะได้รู้ว่าที่คิดว่าฟลุ๊คน่ะ แท้จริงมันเป็นอย่างไร จากนั้นผู้เขียนก็หมั่นฝึกปฎิบัติสมาธิเรื่อยมาจวบจนทุกวันนี้ และวันนี้สิ่งที่ผู้เขียนคิดเสมอว่า นรก อาจจะมีจริง แต่คงไม่น่าเกลียดน่ากลัวอย่างภาพวาดจินตนาการหลอกเด็กเป็นแน่แท้ ผู้เขียนคงต้องปรับเปลี่ยนความคิดเสียใหม่แล้ว
เพราะ คืนหนึ่งหลังจากที่ทำสมาธิเป็นปกติวิสัย ก็ได้นิมิตเห็นสถานที่หนึ่ง ซึ่งก็ไม่ทราบว่าเป็นที่ใด เห็นแต่คนชายหญิงใส่ชุดสีขาวยืนเข้าแถวเรียงรายยาวสุดสายตา บังเอิญผู้เขียนซึ่งเหมือนไปยืนมองเขาอยู่ห่าง ๆ แถว สายตาเหลือบไปเห็นคนที่ผู้เขียนรู้จักและยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันด้วย เขายืนต่อแถวอยู่
ใจ ก็สงสัยว่าเขาจะเข้าแถวไปขึ้นรถไปเที่ยวที่ไหนกันหนอ เลยคิดส่งเสียงร้องถามคนที่รู้จัก ซึ่งเสียงที่พูดออกไปมันออกไปโดยที่ผู้เขียนมิได้อ้าปากพูดเลยแม้แต่น้อย อาจเป็นได้ว่าพอจิตเราคิดกระแสเสียงมันก็ออกไปโดยที่เราไม่ต้องพูดเหมือนใน โลกมนุษย์
ผู้ เขียนถามเขาว่ากำลังจะเข้าแถวขึ้นรถไปเที่ยวไหนกันหรือ ขอไปเที่ยวด้วยคนได้ไหม ว่าแล้วเขายังไม่ทันตอบเพียงแค่หันหน้ามามองผู้เขียน
ผู้ เขียนก็รีบเดินเข้าไปต่อแถวกับเขาเสียแล้ว ( เขายังไม่ได้เชิญเลยนะเนี่ย เกือบไปแล้ว) พอต่อแถวได้เท่านั้น ก็มีชายร่างใหญ่ รูปร่างกำยำผิดมนุษย์ สูงใหญ่ โผล่มาจากไหนไม่ทราบ เดินเข้ามาประชิดตัวผู้เขียน ชนิดหน้าจะชนหน้ากันอยู่แล้ว ถ้าอยู่ในมิติจริงของมนุษย์เรา ผู้เขียนคงช็อค หมดสติไปแล้วเป็นแน่ ดีนะที่อยู่ในนิมิตที่เกิดจากการทำสมาธิ สติมันเลยยังคงอยู่ ก็จะไม่ให้เป็นเช่นนั้นได้อย่างไรเล่า.
ใน เมื่อ ส่วนศีรษะของชายผู้นั้นไม่ใช่ศีรษะหน้าตาเหมือนมนุษย์เรา ถ้าจะพูดกันภาษาชาวบ้านแล้ว ก็เรียกได้ว่า อสูร ชัด ๆ น่าเกลียดน่ากลัวสุดเกินคำบรรยายเท่าที่ผู้เขียนเคยพบเจอมา ดีว่าสติยังคงดีอยู่
ก็ได้แต่จ้องหน้าเขา เขาก็จ้องหน้าผู้เขียนเข้ามาชิดจนหน้าเกือบจะชนกัน
ชนิดถ้าเป็นมนุษย์ด้วยกันใกล้ขนาดนี้ประหนึ่งคงรักกันเสียเต็มประดา
พลันกระแสเสียงของอสูรท่านนั้นก็เปล่งออกมาก้องกังวาน ว่า " เจ้าคิดจะแอบลงไปดูเรื่องราวในนรกภูมิเรอะ " เสียงย้ำแต่ประโยคนี้นับครั้งไม่ถ้วน
พร้อม ก้าวเข้ามาชิดตัวผู้เขียนทีละก้าว ผู้เขียนก็ถอยหลังหนีทีละก้าวเช่นกันโดยไม่ได้ตอบอะไรทั้งสิ้น (แต่ตอนนี้คิดในใจ อพิโถ...แค่เห็นหน้าก็นึกอะไรไม่ออกแล้ว จะมาย้ำถามอะไรกันหนอ ไม่มีคำตอบจากสวรรค์ทั้งสิ้น เพราะฉันไม่รู้เลยว่าเขาเข้าแถวกันเพื่อรอเรียงหน้ากระดานไปทัวร์นรกภูมิกัน )
น่าสะพรึงกลัวชนิดเกิดมาไม่เคยพบเจอ เขาก้าวไล่ผู้เขียนจนผู้เขียนถอยหลุดออกมาจากแถว ได้สักระยะ ชายศีรษะอสูรจึงหายไป.....
พร้อม กับภาพตรงนั้นก็หายไป กลายเป็นภาพเหมือนกำแพงสถานที่ใดสักที่หนึ่ง ไม่ใช่สถานที่ธรรมดาเป็นแน่ เพราะทั้งกำแพงยาวสุดสายตาเต็มไปด้วยเปลวเพลิงแผดเผาลุกโชน เผาผลาญอยู่ตลอดเวลา ไม่รู้ดับรู้สิ้น เสียงภาพผู้คนที่อยู่ภายในกำแพงเพลิงที่เห็นอยู่ลิบ ๆ นั้นต่างดิ้นทุรนทุรายโหยหวนกรีดร้องด้วยความทุกข์ทรมานท่ามกลางเปลวเพลิง แค่นี้ก็ไม่อยากเห็นภาพอื่นต่ออีกแล้ว ช่างน่าสะพรึงกลัว น่าเวทนาเหลือเกิน สุดคำบรรยายแล้ว พลันภาพก็เปลี่ยนไปหยุดอยู่ที่.
ชาย คนหนึ่ง รูปร่างเหมือนคนเราปกตินี่แหละ นั่งอยู่บนที่นั่งคล้ายบัลลังภ์สูงเหนือศีรษะคนสักสองเท่าตัวเห็นจะได้ แต่ผู้เขียนไม่เห็นหน้าของท่าน เพราะทั้งกายศีรษะจรดปลายเท้าของท่านเปล่งรัศมีแสงสีทองเจิดจ้าออกมา จนผู้เขียนไม่สามารถมองเห็นหน้าตาท่านได้ เพียงแต่รับรู้ด้วยจิตได้เท่านั้นว่าท่านคือ พญายมราช นั่นเอง
แล้ว ทุกอย่างก็คืนสู่สติดังเดิม หลังจากนิมิตเรื่องราวนี้ผู้เขียนได้ปรึกษาครูบาอาจารย์ที่ผู้เขียนเคารพ ท่านว่า ที่ผู้เขียนเห็นนั้นก็เป็นจริงอยู่ คนที่จะตกลงไปยังอบายภูมิมิใช่คนธรรมดาทั่วไปที่สร้างบาปสร้างกรรมหรอก แม้นุ่งขาวอยู่อย่างที่เห็นก็หาพ้นไม่หากตกอยู่ในความประมาทแห่งชีวิต และการที่เราเห็นหน้าคนที่รู้จักชัดเจนต่อแถวรอลงไปอยู่ทั้ง ๆ ที่ยังมีชีวิต แสดงว่า เขาเปิดให้ช่วยบุคคลผู้นั้นยังคงพอมีหนทางแก้ไขให้พ้นกรรมจากการต้องลงไปนรก ภูมิในกาลเบื้องหน้าด้วย ให้หมั่นบอกบุญให้เขาร่วมอนุโมทนา สร้างบุญสร้างกุศลให้มาก ๆ จะได้ไม่ต้องลงไปในนั้น ยังพอมีทาง.
วันนี้ สำหรับตัว ผู้เขียนคงคิดแบบสมัยเด็ก ๆ ไม่ได้อีกแล้ว ว่า นรก – สวรรค์ เป็นแค่เรื่องเล่าหลอกเด็ก หรือกล่าวคำว่า ไม่มีจริง
ผู้เขียนขอเล่าเรื่องนี้ไว้เพื่อเป็นอุทาหรณ์เตือนใจเพื่อนมนุษย์ให้พึงระวัง พึงสำรวมกรรม มิได้เจตนาอวดอ้างสิ่งใดหรือเพื่อผลประโยชน์อันใด ก็เป็นเพียงนิมิตเรื่องหนึ่งในจำนวนทั้งหมดที่อยากนำมาถ่ายทอดเพื่อให้เพื่อนมนุษย์ได้หมั่นสร้างกุศลกรรมกันไว้ให้มากยิ่งขึ้นจะได้ไม่ต้องไปเข้าแถวต่อคิวไปเที่ยวทัวร์นรกภูมิแบบที่ผู้เขียนได้บังเอิญมีโอกาสเห็น
หากผู้ใดอ่านแล้วสร้างกุศลกรรมมากขึ้น ผลแห่งกุศลอันเกิดจากบทความนี้ทั้งหมดผู้เขียนขอน้อมนำถวายเป็นกุศลแด่ท่านพญายมราช และท่านผู้คุมเมืองนรกทุกท่านเพราะถ้าไม่ใช่ท่านเปิดโอกาสให้ผู้เขียนเห็น ก็คงไม่มีเรื่องราวเกี่ยวกับนรก มาเขียนเล่าให้ทุกท่านได้รับรู้เช่นกัน
“ กฎแห่งกรรมไม่เคยละเว้นผู้ใด
ไม่ว่าด้วยเพียง วจีกรรม ...มโนกรรม...กายกรรม..
.....เป็นสิ่งที่พึงจำ ! ….สาธุ !
.......ศศิริยะ.......

โดย....ศศิริยะ
จัดทำโดย....อชิรญาณ์กรุ๊ป
วางจำหน่ายแล้วทั่วประเทศ
โดย บริษัท อมรินทร์บุ๊ค เซ็นเตอร์ จำกัด
( ร้าน นายอินทร์ ซีเอ็ดบุ๊ค และร้านอื่น ๆ ทั่วประเทศ)
หากไม่พบหนังสือ ท่านสามารถติดต่อสอบถามสั่งซื้อได้จาก
แคชเชียร์ทุกร้าน และสอบถามได้ว่าเหลืออยู่ที่ร้านสาขาใดบ้าง
ส่งท้ายปีเก่า....ต้อนรับปีใหม่....ให้สิ่งดี ๆ กับชีวิต
คิดดี...พูดดี...ทำดี...เริ่มต้นวันนี้...ทุกอย่างยังไม่สายเกินไป.